[KHR:Reborn x Lambo] SweetIncest Part2

posted on 24 Sep 2011 20:21 by m-i-n-g in Fiction
Part 2
 
เรื่องมันเริ่มตั้งแต่ตอนไหนนะ ที่ผมคอยดูแลเด็กคนนั้นจากมุมที่เขาไม่เคยมองเห็น...ต้องกลายเป็นใครก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ใจอยากเข้าไปกอด เข้าไปบอกเขาในสิ่งที่ติดอยู่ในใจผมมาเป็นเวลาหลายปี...แต่กลับทำได้เพียง...
“เฮ้! กิ้งก่าแมน” ผมหันไปมองตามเสียงเรียกและพบกับ...
“ไง-_- เบียคุรัน” ใช่แล้ว ไอ้หัวหงอกนี่เพื่อนผมเอง ชื่อเบียคุรัน...ว่าไงนะ มันหล่อเหรอ? เหอะ! ผมไม่เถียงหรอกนะ แต่ถ้าคุณรู้ถึงความชั่วช้าในกมลสันดารมันแล้วเนี่ย คุณคงจะเปลี่ยนใจไปในทันทีเลยล่ะ (ด่าแรงอ๊ะ // เบียคุรัน)
“นั่งเซ็งอะไรอยู่หรอ” ทิกกี้เพื่อนสุดเซอร์ที่นั่งสูบบุหรี่อยู่ไม่ไกลถามเสียงเรียบ (เป็นอันรู้กันดีถึงสภาพหนังหน้าของรีบอร์นที่ถ้าโกรธจะกลายร่างเป็นจอมมาร ถ้าแค่ไม่พอใจจะทำหน้านิ่ง แต่ถ้านิ่งหรือทำอะไรไม่ถูกเขาจะปั้นหน้ายิ้ม...ซึ่งมีน้อยครั้งที่เขาจะทำเพราะเหตุผลที่สอง และถ้าเขายิ้มมันจะกลายเป็นแสยะยิ้ม...ซึ่งอันนี้มีเปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดน้อยกว่าอันเมื่อกี้ซะอีก)
“เปล่านี่ แค่คิดอะไรเรื่อยเปี่อยเฉยๆน่ะ” ผมว่าพลางยักไหล่
...ฮู่ว~ ทำไมเจ้าพวกนี้ถึงวุ่นวายแบบนี้นะ
“ฉันลืมของไว้ในห้องสมุดน่ะ ไปก่อนนะ” แล้วผมก็ลุกหนีพวกมันไปดื้อๆ
 
อีกด้าน...
“ว้าว! เป็นการแสดงออกที่น่าประทับใจสำหรับเพื่อนตายซากของเรานะว่ามั้ย” ฮิบาริ เคียวยะเอ่ยสีหน้าเจ้าเล่ห์
“เหอะ! นั่นสินะ...ว่าแต่-*- สปาน่ามันไสหัวไปอยู่ที่ไหนเนี่ย” ทิกกี้บ่น
 
ที่หน้าสถานีรถไฟเอคินากะ
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำถึงกับถอนหายใจให้กับตัวเองที่เผลอมาที่นี่อีกจนได้ เขามองบรรยากาศยามค่ำรอบตัว แสงสีต่างๆ ผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ เขาเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วเดินทอดน่องไปตามทางของตลาดกลางคืนที่จะจัดในทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เขาพยายามรวบรวมสติของตัวเองก่อนที่มันจะกระเจิดกระเจิงไปอีกเมื่อคิดถึงใบหน้าน่ารักของใครบางคน สองเท้าพาร่างสูงโปร่งเข้าไปใน Raffael Apartment ช้าๆ บรรยากาศเก่าๆที่ยังคงค้างอยู่ในความทรงจำทำให้ชายหนุ่มถึงกับแอบยิ้มมุมปากเล็กๆ
“อ้าว รีบอร์นคุง” หญิงสาววัยสี่สิบปลายๆทักเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“สวัสดีครับ น้าซาวาโกะ” รีบอร์นตอบกลับสีหน้ายิ้มแย้มที่ต่างจากเมื่อกี้ลิบลับ
“ไปอยู่เมืองนอกมาซะนานเป็นยังไงบ้างลูก” น้าซาวาโกะถามเสียงอ่อนโยน เธอคือน้องสาวคนรองสุดท้องของแม่เขา เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็กๆเลยชอบเรียกเขาว่าลูก และตอนนี้เธอยังช่วยดูแลอพาร์ทเมนต์ของแม่เขาให้อีกด้วย
“ฮ่าๆ ก็ดีครับน้า ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะเรียนต่อปริญญาเอกด้วย แต่โดนแม่เรียกกลับมาซะก่อน”
“โอ๊ย! ดีแล้วลูก ขืนถ้าเธอเรียนต่อชาตินี้เราคงไม่ได้เจอกันแล้วล่ะ”
“ฮ่าๆ พูดอะไรอย่างนั้นครับ”
“ก็จริงนี่ ถ้าเผื่อเธอติดใจสาวที่นู่นจนสร้างครอบครัวแล้วไม่กลับบ้านขึ้นมาล่ะน้าไม่ยอมจริงๆด้วย น้าไม่ชอบพวกแม่สาวใจแตกพวกนั้น ทำตัวก๋ากั่น-^- ว่าแต่รีบอร์นยังไม่มีแฟนใช่มั้ยลูก” น้าซาวาโกะถามเสียงลุ้น
“ยังหรอกครับ^^” ...เพราะเขารู้ตัวเองดีว่าคนที่เขารักที่สุดน่ะเป็นใคร
“ได้ยังไง เดี๋ยวแก่ตัวไประวังจะหาลำบากนะลูก สาวญี่ปุ่นเรามีน่ารักๆตั้งมากมาย...”
“เอ่อ น้าครับ” รีบอร์นพูดขัด เพราะรู้ว่าน้าตัวเองจะพูดไปที่เรื่องไหน “แล้วน้องเป็นไงบ้างครับ”
“อ๋อ” น้าทำหน้าเซ็งเมื่อเข้าใจเหตุผลที่หลานรักมาหาเธอ “มาตามหาแรมโบ้นี่เอง เชอะ! น้าก็หลงนึกว่าเธออยากจะเจอน้าซะอีก” น้าทำท่างอน จนรีบอร์นเผลอยิ้มเข้าให้จริงๆ
“โธ่ น้าครับ ผมก็มาหาทั้งสองคนนั่นแหละ” เขาพูดเอาใจ “ว่าแต่ว่าน้องอยู่ห้องไหนหรอครับ”
 
รีบอร์นเดินมาถึงชั้น 4 โดยที่ในมือมีกุญแจสำรองที่ไปอ้อนวอนขอน้ามาแทบตาย
“หึหึ มุกไอ้ทิกกี้นี่ได้ผลดีแฮะ” เขายักไหล่เบาๆและเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องของแรมโบ้ตามที่น้าได้บอกมา เขากะจะเคาะประตูเข้าไป แต่ว่าแรมโบ้ต้องงงแน่ๆว่าอาจารย์มาทำอะไรที่ห้องเขา ถ้างั้น...ไขกุญแจเข้าไปเลยดีกว่า^^ เขาไขกุญแจอย่างเบามือเพื่อให้เกิดเสียงน้อยที่สุด แต่พอเข้ามาข้างในแล้วกลับไม่พบร่างเล็กที่ควรจะอยู่ในห้อง
“ไม่อยู่หรอกหรอ” เขาบ่นด้วยความเสียดายพลางเดินดูในห้อง เขาหยิบกรอบรูปข้างหัวเตียงขึ้นมาดูและพบกับรูปแรมโบ้ตอนงานวันเกิดปีที่แล้วและของขวัญที่เจ้าตัวถืออยู่ในรูปทำเอารีบอร์นถึงกับยิ้มออกมาเบาๆ เขาจำมันได้ดี เพราะมันคือของขวัญที่เขาบรรจงเลือกอย่างดีและส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากอิตาลี (เขาบอกรึยังว่าไปเรียนที่อิตาลีมาน่ะ)
เขาวางมันลงที่เดิมและกวาดสายตาไปรอบห้อง ก่อนจะพบกับโทรศัพท์มือถือของแรมโบ้ที่คาดว่าเจ้าตัวคงจะชาร์จแบตแล้วลืมเอาไว้ เขาหยิบมันมากดบางอย่างเล่นนิดหน่อยก่อนจะเดินออกจากห้องไป
เขาล็อคห้องคืนให้เหมือนเดิมก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินกลับ แต่ว่าแรมโบ้กลับเดินขึ้นบันไดมาเจอพอดี
“อะ อาจารย์มาทำไมครับ” แรมโบ้ถามด้วยความตกใจ เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือรีบอร์นยืนอยู่หน้าห้องของเขา (ไม่เห็นตอนปิดประตู ความเลยยังไม่แตก)
“เอ่อ” รีบอร์นนึกเรื่องภายในเวลาอันสั้นแล้วรีบตอบ “มีคนรายงานว่านายทำผิดกฎของโรงเรียนโดยการไปทำงานพิเศษ ฉันจึงถูกส่งตัวมาเพื่อสอบสวน” รีบอร์นเมคเรื่องขึ้นมาสดๆพลางนึกถึงเรื่องเมื่อวานซึ่งทำให้เขาเริ่มไม่พอใจอีกครั้ง
“...” แรมโบ้เงียบ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เพราะเขาก็ทำผิดกฎของโรงเรียนจริงๆนั่นล่ะ และทำผิดทั้งๆที่รู้ด้วย ...นั่นยิ่งไม่น่าให้อภัยใหญ่เลย
“ได้ข่าวว่านายกำลังจะขอทุนเรียนนี่ การถูกโรงเรียนทำทัณฑ์บนอาจจะส่งผลเสียกับทุนของนายก็ได้นะ” พอเห็นแรมโบ้เงียบไป รีบอร์นก็เริ่มไซโคในอีกเรื่องที่ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ ...ก็คนที่ส่งเงินให้แรมโบ้ใช้ทุกวันนี้น่ะเป็นเขาไม่ใช่แม่ของเขาอย่างที่เจ้าเด็กนี่เข้าใจยังไงล่ะ
“เอ่อ...” แรมโบ้ขบริมฝีปากล่างแล้วตัดสินใจพูดในสิ่งที่คิดว่ามันเสื่อมเสียศักดิ์ศรีอย่างถึงที่สุด
“ขอร้องนะครับอาจารย์อย่าเพิ่งทำทัณฑ์บนนะ คือ...ไม่ว่าจะอะไรผมก็ยอมทั้งนั้น แต่อย่าทำทัณฑ์บนเลยนะครับ” แรมโบ้ส่งสายตาอ้อนวอนที่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับใจเต้น ...แต่เขาต้องใจแข็ง!! ท่องไว้สิ ท่องไว้
“ถ้าอย่างนั้น...มันก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน” ประโยคที่รีบอร์นพูดทำเอาแรมโบ้ถึงกับขมวดคิ้วและเริ่มมีลางสังหรณ์แปลกๆ
“อะ อะไรเหรอครับอาจารย์” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมเพื่อรอฟังคำตอบ ดวงตาคมเข้มที่สะท้อนแต่ภาพของแรมโบ้ ราวกับว่ามองแค่เขามาเป็นเวลาเนิ่นนาน
“แล้วฉันจะบอก ไปล่ะ” เขาหันหลังเดินหนีไปนิ่งๆ ทั้งที่ใจเต้นรัวจนจะกระเด้งออกมาข้างนอกอยู่รอมร่อ...เพราะใครเล่า!
เช้าวันจันทร์
แรมโบ้ตื่นมาโรงเรียนด้วยสภาพอิดโรย ...ก็เพราะใครล่ะ! เมื่อคืนเขาแทบนอนไม่หลับเพราะกลัวในสิ่งที่อาจารย์รีบอร์นพูด จนตอนตีสองต้องเข้าไปรื้อตู้เสื้อผ้าเอาเสื้อเชิ้ตมานอนกอดแล้วจึงหลับไป (แรมโบ้ไม่ได้บ้าขนาดที่เอาเสื้อตัวเองมากอดหรอกนะ แต่เป็นเสื้อใครก็ไม่รู้ที่เขาจำไม่ได้ แต่ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่นอนไม่หลับ พอกอดเสื้อตัวนี้นอนแล้วจะหลับสบายเหมือนโลกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว เหมือนมีปีกที่มองไม่เห็นมาโอบอุ้มเขาไว้...เพ้อฝันมากเลยเนอะ ว่ามั้ย?)
“เฮ้ นายน่ะ หยุดเดี๋ยวนี้เลย” อาจารย์หน้ามึนที่ชื่อว่าสปาน่ายืนคุมประตูในเช้าวันนี้และประเดิมเรียกสคอวโล่ หัวโจกสุดเริ่ดของห้อง 3A ผู้ที่ถ้าใครอยากเห็นขาอ่อนเขาทำได้ 2 วิธี คือ 1. นอนด้วยกัน (ซึ่งความเป็นไปได้มีน้อยมาก) และ 2. คือโดนกระทืบแล้วแอบส่อเข้าไปในกางเกงเอาเอง (วิธีนี้ก็แล้วแต่ว่าจะตายก่อนได้เห็นหรือเปล่า นั่นคือแล้วแต่เวรแต่กรรม)
“กะเป๋าไปไหน” อาจารย์สปาน่าถามหน้านิ่ง
“ไม่รู้”
“อะไรนะ -*- ไม่รู้งั้นหรอ” อาจารย์เริ่มไม่พอใจ
“ถ้าไม่มีอะไรผมไปนะ I’m pride I don’t care” เขาสะบัดเส้นผมสีควันบุหรี่ที่เจ้าตัวแสนภาคภูมิใจแล้วเดินผ่านหน้าอาจารย์สปาน่าไปโดยที่อาจารย์ยังได้แต่นิ่งอึ้ง
“ฮะ! อะไรของเขาน่ะ” อาจารย์สปาน่ามองตามไปแล้วบ่นงึมงำกับตัวเอง “เมื่อไหร่ไอ้บากจะมาทำงานซะทีฟะ-3- ฉันอยากกลับไปหาเศษเหล็กและกลิ่นน้ำมันเครื่องแล้วนะโว้ย” แรมโบ้ตั้งใจจะเดินผ่านไปเฉยๆ แต่สปาน่าดันเรียกเขาไว้
“ไอ้หัวฟูนั่นน่ะ มานี่ดิ๊” สปาน่าพูดอย่างไม่สบอารมณ์ (พาลนี่เอง) แรมโบ้เดินมาหาเขาอย่างงงๆ “อยู่ 2A ใช่มั้ย เอานี่ไปแจกด้วย ฉันเข้าสอนคาบ 3 เข้าใจ?” แล้วแรมโบ้ก็เดินขึ้นห้องไปพร้อมกับกระดาษปึกใหญ่ที่เต็มไปด้วยภาษาอังกฤษติดกันเป็นพรืด
 
เที่ยงวันนั้น
“ทานแล้วนะครับ!” 6 เสียงเปล่งออกมาพร้อมกันกลางโรงอาหาร
“กว่าจะได้อยู่กันครบหน้านะครับ^^” สึนะเอ่ยแล้วมองหน้าทุกคน
“แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าดาดฟ้าไม่ปิดล็อก” โกคุเดระบ่นแล้วอ้าปากรับลูกชิ้นที่ยามาโมโตะคีบให้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม (เปลี่ยนสีหน้าภายในสองวิฯ=_=)
“ฮ่าๆ อย่าบ่นเลยน่าโกคุเดระ ที่นี่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่” ยามาโมโตะพูดแบบไม่แคร์
“คึหึหึ นายคิดอย่างนั้นจริงๆหรือครับ” มุคุโร่พูดแล้วเหล่มองเพื่อนตัวสูงก่อนจะดื่มน้ำแดงในแก้วตัวเอง แรมโบ้ไม่รู้จะพูดอะไรดีเลยได้แต่มองไปรอบๆ สึนะนั่งมองเหงื่อตก ส่วนอิริเอะกับโกคุเดระก็แลกอาหารในจานกันสนุกสนาน
“เฮ้! พวกแกน่ะ วันนี้ลืมฉันอีกแล้วรึไง” เสียงแหบห้าวดังสนั่นจากประตูโรงอาหาร แล้วเจ้าของเสียงก็เดินมายืนหน้าโต๊ะพวกเขาอย่างอาฆาต
“ระ รุ่นพี่สคอวโล่” ถึงกับพูดไม่ออกกันทั้งกลุ่ม
“ฮึ่ม!” สคอวโล่นั่งลงข้างอิริเอะด้วยอารมณ์ไม่พอใจแล้วเริ่มบ่น “พวกแกรู้มั้ยว่าพอฉันไปถึงดาดฟ้าแล้วประตูมันล็อกเนี่ยฉันโกรธแค่ไหน ฉันคิดว่าพวกแกปิดประตูหนีฉัน ฉันเลยพังประตูเข้าไป แล้ว...แล้ว...ฮึ่ย!” อาการเหวี่ยงตอนท้ายของสคอวโล่ทำเอาน้องๆที่ใจจดใจจ่อเพราะอยากรู้ว่าใครมาแย่งดาดฟ้าถึงกับเซ็ง
“แล้วพี่เจออะไรหรอครับ” โกคุเดระถามแล้วทุกคนก็จ้องสคอวโล่ด้วยความอยากรู้
“จะบังคับฉันหรอ ฮะ?” สคอวโล่เท้าเอวพูดอย่างเอาเรื่อง
“บอกเถอะนะครับ*0*” สึนะพูดขึ้น
“พวกเราอยากรู้จริงๆ+0+” แล้วอีก 5 คนก็ประสานเสียงจนคนอื่นๆหันมามองกันเป็นแถว (ทั้งที่ไม่ทำอะไรก็มีคนมองอยู่แล้วเชียว)
“โว้ย! บอกก็ได้...แล้วไอ้ที่จ้องกันเนี่ยไม่มีข้าวจะแ-กกันรึไงหา!!” นี่แหล่ะสคอวโล่=_=ถ้าไม่ได้หาเรื่องใครสักวันเขาคงจะ ดิ้นตาย แล้วทุกคนก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารในจานตัวเองราวกับมันอร่อยเว่อร์ๆ (ทั้งที่ความจริงใครๆก็รู้ว่าอาหารโรงอาหารรสชาติเป็นยังไง-_-^)
“ฉันเจอ...เจอ -*- ไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้มานอนเปลือยท่อนบนอาบแดดอยู่บนดาดฟ้า!”
“หา!?!” เสียงร้องดังทั่วโรงอาหารในขณะที่สคอวโล่จอมหยิ่งได้แต่ก้มหน้าฟุบโต๊ะ
“รุ่นพี่...อาย หรอครับ” แรมโบ้พูดอย่างกล้าๆกลัวๆและได้รับสายตาอาฆาตกลับมาทำให้เขามั่นใจในบางอย่าง (แรมโบ้เป็นคนเซ้นส์ดีมากนะขอบอก...ยกเว้นเรื่องตัวเองน่ะ :P)
“แต่รุ่นพี่เคยอยู่ ชมรมว่ายน้ำฉลามน้อย น่าจะเคยเห็นผู้ชายเปลือยท่อนบนบ่อยๆนะครับ...อืม หรือว่าผู้ชายคนนั้นจะไม่ได้แค่เปลือยท่อนบนกันน้า~” แรมโบ้แกล้งแหย่เล่น
“-///-...หมอนั่นผิดเองนะ” สคอวโล่พูดเสียงอู้อี้...ไม่มีใครรู้หรอกว่าสิ่งที่เขาเจอน่ะมันร้ายแรงแค่ไหน เขาต้องล้างตาจนชุดนักเรียนเปียกไปทั้งตัวแต่ก็ยังติดตาในภาพที่ไอ้บ้าหน้าบากนอนตากแดดพร้อมกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปลิวหายไปในสายลมTT0TT
“อ๊ากกก~!!” จู่ๆสคอวโล่ก็ว๊ากขึ้นมาจนสะดุ้งกันทั่วโรงอาหาร แล้วเจ้าตัวก็ลุกเดินหนีไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เหอะ! เหอะ! อะไรของเขาวะ” อิริเอะยักไหล่แล้วลุกเอาจานข้าวไปเก็บ ตามด้วยยามาโมโตะ (ที่รวมของโกคุเดระด้วย)
“ฝากด้วยนะ แรมโบ้คุง” มุคุโร่หยิบจานของสึนะรวมกับของตัวเองแล้ววางซ้อนบนจานของแรมโบ้ ก่อนจะลากสึนะกับโกคุเดระออกไปจากโรงอาหาร
“อะไรวะ?” แรมโบ้เดินคอตกไปเก็บจานข้าว 3 จานสวนทางกับพวกอิริเอะที่เดินตามพวกมุคุโร่ไป
“นี่ยังไม่หายโกรธเรื่องที่ฉันไปเป็นบรรณารักษ์อีกเหรอเนี่ย-3- ฮึ่ย! ฉันเองก็ไม่ได้อยากเป็นมันนักหรอกน่า”
 
แล้วเขาก็ต้องมาที่ห้องสมุดจนได้...แรมโบ้คิดแล้วถอนหายใจ ความเงียบและแอร์เย็นช่ำทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในบ้านร้าง แต่มันต่างกันที่...
“เฮ้ สก็อตไบร์ท เอานี่ไปเก็บที” เจ้เบียงกี้ยกหนังสือเล่มหนาเตอะมาตรงหน้าเขา แรมโบ้คิดว่ามันเป็นหนังสือประวัติศาสตร์และคงต้องไปเชลฟ์หมวดสังคมซึ่งมีแต่หนังสือเก่าและมีกลิ่นอับ แต่พอดูหน้าปกกลับพบว่ามันคือหนังสือรุ่นของโรงเรียนนามิโมริเมื่อหลายปีก่อน เขาเลยต้องเดินไปเชลฟ์ที่อยู่ลึกที่สุดของห้องสมุดและมีพื้นที่มากที่สุด (โรงเรียนเก่าแก่ย่อมมีหนังสือรุ่นเยอะเป็นธรรมดา) ซึ่งเขาเองก็แทบไม่ค่อยได้มามุมนี้สักเท